02-274-4478-9 , 097-232-7999

“นอร์เวย์” (Norway)

     ในความคุ้นเคยของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หากได้เอ่ยชื่อ “นอร์เวย์” (Norway) ก็มักถูกเหมารวมให้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวแถบสแกนดิเนเวียด้วยความเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มนอร์ดิก และนิยมรวมไว้ในโปรแกรมท่องสแกนดิเนเวียซึ่งมีสวีเดนและเดนมาร์กร่วมด้วย แต่ครั้งนี้เรานำความพิเศษจัดเต็มแบบเดี่ยวๆ ให้คุณผู้อ่านได้รู้จักและเต็มอิ่มกับความน่าสนใจในนอร์เวย์ได้มากที่สุดด้วยเส้นทางทั้งในและนอกเมืองหลวง ยิ่งใครชื่นชอบการนั่งรถไฟเที่ยวท่ามกลางบรรยากาศดีแสนโรแมนติก

     นอร์เวย์เป็นประเทศหนึ่งที่มีทำเลสวยๆ อยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวียค่อนไปทางเหนือของทวีปยุโรป รอบประเทศมีอาณาเขตติดต่อกับเพื่อนบ้านและทะเล โดยทิศเหนือติดกับ “ทะเลบาเรนท์” (Barents) ลงไปทิศใต้มีพื้นที่ติดกับทะเลเหนือ ฟากทิศตะวันออกติดกับประเทศสวีเดน ฟินแลนด์และรัสเซีย ส่วนทิศตะวันตกนั้นเชื่อมอยู่กับทะเลนอร์เวย์และมหาสมุทรแอตแลนติก วัดขนาดพื้นที่ทั้งหมดทั่วประเทศได้ 385,155 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง เทือกเขาและแนวหน้าผาสูง แต่ที่โดดเด่นก็น่าจะเป็นทะเลสาบและ“ฟยอร์ด” (Ffjord) ซึ่งเกิดจากการที่ธารน้ำแข็งเข้ากัดเซาะผิวพื้นแผ่นดินจนมีลักษณะเว้าแหว่งและเป็นทางให้น้ำทะเลไหลผ่านเข้ามาจนเกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามและมีชื่อเสียงของประเทศการที่ทำเลของนอร์เวย์ตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือจึงมีผลอย่างมากให้สภาพอากาศของประเทศหนาวเย็นและก็จะหนาวเย็นจัดๆ ในฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนซึ่งจะมีหิมะตกและอุณหภูมิลดต่ำลงไปถึประมาณศูนย์ถึงติดลบ 40 องศาเซลเซียสและแทบไม่ได้เห็นแสงแดดเลย หากเข้าสู่ฤดูร้อนช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมอากาศจะอบอุ่นขึ้นมาที่อุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส โดยรวมตลอดทั้งปีอากาศในนอร์เวย์จะค่อนข้างเย็นแต่ก็ชวนให้เที่ยวสบายอย่างที่หลายคนคิดว่าอากาศเย็นก็น่าจะดีกว่าอากาศร้อนอบอ้าวเป็นไหนๆ

     ชาวนอร์เวย์ปัจจุบันมีจำนวนราว 5,000,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวนอร์ดิกซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ นอกนั้นจะเป็นชาวบอลติกและแลปป์อยู่ร่วมกันประปราย จะนับถืศาสนาคริสต์นิกายนอร์เวย์ของตัวเองเป็นหลักมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ การนับถือศาสนาอื่นๆมีพบบ้างในสัดส่วนที่เหลือ ส่วนเรื่องการเจรจาสื่อสารชาวนอร์เวย์จะมีภาษานอร์เวย์เป็นภาษาประจำชาติหรือภาษาราชการของตัวเองที่เรียกว่าภาษานอร์วีเจียน แต่ก็ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีในหลายพื้นที่ ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดสำหรับการมาเที่ยวประเทศที่มีแหล่งน้ำมากมายอย่างนอร์เวย์ก็คือการชิมอาหารที่ทำจากเนื้อปลาซึ่งมีมากมายและเป็นหนึ่งในความโดดเด่นของประเทศรวมถึงในบางพื้นที่อาจมีเนื้อกวางเรนเดียร์ให้ชิมด้วยการท่องเที่ยวนอร์เวย์หลายคนคาดหวังถึงการได้พบกับธรรมชาติสวยๆซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องเกินคาด แต่สิ่งที่เป็นอีกสีสันของนอร์เวย์คือการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนและชมดินแดนแห่งฟยอร์ดดังที่กล่าวไปแล้วพร้อมๆ กับการเดินทางสู่ใจกลางเมืองหลวงเพื่อชมวัฒนธรรมเก่าแก่และงานศิลปะโบราณ ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ครั้งนี้ทริปของเราจะเริ่มต้นกันที่ “ออสโล” (Oslo) เมืองหลวงของนอร์เวย์ก่อนจะค่อยๆ ออกไปยังเมืองต่างๆ ห่างออกไปแต่เต็มไปด้วยความน่าสนใจและสวยงามมาก เราเดินทางโดยสายการบินเอมิเรตส์แอร์ไลน์ด้วยเวลา 6 ชั่วโมงจากประเทศไทยเพื่อไปลงแวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้วนั่งเครื่องบินต่อกันอีกเกือบ 7 ชั่วโมงเพื่อลงสู่สนามบินออสโลของนอร์เวย์

 

Oslo
ออสโล

การเดินทางมาถึงนอร์เวย์และเมืองออสโลดูจะเป็นการเริ่มต้นทริปที่ดีเยี่ยมสำหรับเรามากเพราะได้ชมเมืองสวยมีสไตล์อย่างที่ใครๆ เขามักพูดกันว่านี่คือเมืองแห่งสถาปัตยกรรมและการออกแบบ โดยเฉพาะตัวอาคารบ้านเรือนร้านค้าจะมีรูปแบบการก่อสร้างสวยงามได้สัดส่วนและแปลกตาซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ทาสีสด มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ มีจุดชมวิวสวยๆ ของเมืองเลียบฟยอร์ด มุมช้อปปิ้งและอาคารมอบรางวัลสำหรับบุคคลระดับโลกที่รู้จักกันในชื่อ “รางวัลโนเบล”(Nobel Prize)

Nobel
Peace Center
ศูนย์สันติภาพโนเบล

ออสโลเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์สันติภาพโนเบล” (Nobel Peace Center) ซึ่งเป็นทั้งสถานที่มอบรางวัลโนเบลและพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติรวมถึงหลักการทำงานและเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ที่เคยได้รับรางวัลนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงชายชาวสวีเดนนามว่า “อัลเฟรด โนเบล” (Alfred Nobel) ผู้ริเริ่มก่อตั้งการมอบรางวัลอันทรงเกียรติชิ้นนี้จากเงินมรดกส่วนตัวมูลค่ากว่าร้อยล้านบาทแด่ผู้คนมากมายที่ทำประโยชน์ให้กับชาวโลกและเพื่อเป็นการประกาศถึงคุณูปการของบุคคลเหล่านี้ให้โลกได้รับรู้

Karl Johans
Gate
คาร์ล โจฮันส์ เกท

สำหรับเราย่านน่าเดินอีกแห่งของออสโลต้องเป็นที่นี่ “คาร์ล โจฮันส์ เกท” (Karl Johans Gate) สีสันแห่งการช้อปปิ้งบนถนนที่เป็นเหมือนหนึ่งในแลนด์มาร์กของเมืองซึ่งดูหรูหรามาก นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะเพราะมีแต่สินค้าน่าช้อปมากมายตั้งแต่แบรนด์เนมจนถึงสินค้าท้องถิ่นไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์“H&M” ที่มีที่มีต้นกำเนิดในแถบสแกนดิเนเวีย และกระเป๋าเป้สะพานจากสวีเดนแบรนด์ “Fjallraven” หรือที่เราคุ้นในชื่อ “Kanken” ก็มีแบบให้เลือกมากมาย แต่ต้องบอกตั้งแต่ต้นทางว่านอร์เวย์เป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงมาก ฉะนั้นแน่นอนว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร แต่อย่างไรก็ตามการเดินทางเที่ยวในย่านนี้แม้ไม่ใช่นักช้อปก็ยังรู้สึกสนุกร่วมไปกับบรรยากาศโดยรอบได้ตลอดทั้งวัน

 

The Viking Ship Museum
พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง
Flam
ฟลอม
Holmenkollen
โฮลเมนโคลเลน
Flamsbana
ฟลอมส์บานา
Gudvangen
กู้ดแวนเก้น
Bergen
เมืองเบอร์เก้น

30 พฤศจิกายน 2560

ผู้ชม 300 ครั้ง

Engine by shopup.com